บทที่ 7 3.1 จำกันได้หรือเปล่า
อิงน่าน Part
เสียงจอแจกับผู้คนมากมายในช่วงเลิกเรียนของโรงเรียนมัธยมประจำจังหวัดแพร่มันเป็นความคุ้นชินมาเกือบหกปีแล้ว และกิจวัตรประจำวันในหลายปีที่ผ่านมาของผมกับเพื่อนซึ่งอยู่อำเภอเดียวกันก็คือมายืนดูดน้ำรอรถประจำทางเหมือนตอนนี้นี่แหละ
“จะไปเรียนกวดวิชาที่กรุงเทพมาทำไมวะทั้งที่มึงเรียนดีจะตายถ้ายื่นคะแนนให้มหาลัยที่เชียงใหม่เอาจริง ๆ ต่อให้เป็นมหาลัยดัง ๆ ที่กรุงเทพรับรองมหาลัยรีบต้องตอบรับชัวร์”
“ถามกูทุกเทอมก็ได้คำตอบเหมือนกันทุกเทอมแล้วยังจะถามอีกนะบอม” ถึงปากจะตอบคำถามเพื่อนสนิทที่เป็นผู้ชายแต่ใจเป็นหญิงเต็มร้อยแต่สายตายังจับจ้องรอรถประจำทางอย่างใจจดใจจ่อ ขืนพลาดเที่ยวนี้ไปรับรองว่าผมสี่คนได้โบกรถกลับบ้านแน่
“ไม่น่าถามมันนะมึงก็รู้ว่าไอ้อิงมันอยากไปหาผู้ชายมากกว่า”
“นั่นสิเอาเรื่องเรียนมาบังหน้าไปงั้นแหละ แต่ตกลงว่าไปเรียนที่เชียงใหม่ไม่ได้เหรอกูไม่อยากไปกรุงเทพมันไกลไปว่ะ” ใจหนึ่งอยากโบกกบาลไอ้เคนเพื่อนผู้ชายอีกคนเสียจริง ปากหมาชอบแซะผมเรื่องนี้ตั้งแต่ม.4จนตอนนี้เราจะจบมัธยมอยู่แล้วมันก็ยังแซะไม่เลิกสักที ติดอยู่ที่วลีของใบเฟิร์นผู้หญิงเพียงหนึ่งเดียวนี่แหละคำถามแกมร้องขอของเพื่อนคนนี้ทำให้ผมอดเห็นใจไม่ได้ แก้วชานมในมือถึงได้ยื่นให้เพื่อนรับไปดูดแทนการปลอบใจเสียเลย
“เปลี่ยนใจเลือกมหาลัยที่เชียงใหม่เป็นอันดับหนึ่งตอนนี้ยังทันนะใบเฟิร์น”
“เฮ้อ! เออ กรุงเทพก็ได้ไอ้คนเห็นผู้ชายดีกว่าเพื่อน” ผมรู้ว่าตัวเองจริงจังกับการให้คำแนะนำเพื่อนไปอย่างนั้นจริง ๆ เพราะทุกคนต่างมีเป้าหมายด้วยกันทั้งนั้นและผมก็อยากให้เพื่อนได้เดินตามเป้าหมายของมันเหมือนกัน แต่ดูเหมือนใบเฟิร์นจะไม่คิดอย่างนั้นมันถึงได้ถอนหายใจพร้อมกับกระแทกเสียงตอบกลับเสียเลย
แต่พอไอ้บอมลุกพรึ่บไปยืนโพสต์ท่าแอ่นอกแบน ๆ ของมันอยู่ข้างถนนเราสามคนก็ต้องรีบเดินไปสมทบอย่างไว เห็นไหมล่ะขนาดพวกเรารีบปรี่ขึ้นรถสองแถวก่อนพวกนักเรียนอีกกลุ่มแล้วนะแต่ก็ยังเหลือที่นั่งแค่ที่เดียวเลย ใบเฟิร์นจึงถูกผมจับยัดให้นั่งเบียดกับพวกเด็กโรงเรียนอื่นที่ไม่ยอมขยับขยายเสียเลย
“พี่อิงรถมันเต็มเห็นไหมรีบมาโหนท้ายรถเลยแค่พี่ยืนคนเดียวก็เท่ากับพี่เฟิร์นยืนสองคนเลยนะพี่อ้วน”
“อ้วนแล้วหนักหัวมึงเหรอไอ้ปากปีจอปากไม่พัฒนาตั้งแต่เรียนม.1ยันปวช.ปี1แต่ปากก็ยังแกว่งหาตีนเหมือนเดิมเลยนะไอ้เด็กปากหมา!”
“ฮ่า ๆ ๆ เออไอ้สัสขยับเว้นที่หน่อยละกันพ่อมึงจะเดิน” แล้วประโยคเดิม ๆ ของเด็กช่างกลซึ่งรู้จักมักคุ้นกันดีก็ทำให้ใบเฟิร์นหันไปด่ากราดพวกมันเหมือนเกือบทุกวันสองมือคู่นั้นยังคงเหนี่ยวรั้งให้ผมยืนอยู่ตรงหน้าตัวเองอย่างไม่ยอมความ เป็นผมนี่แหละที่หันไปหัวเราะแถมสั่งความเด็กรุ่นน้องในเสื้อช็อปวิทยาลัย มือไม้พัลวันอยู่กับการแกะมือปลาหมึกของใบเฟิร์นออกแล้วเดินไปห้อยโหนอยู่ท้ายรถรวมกับไอ้เคนและเด็กช่างกลอีกสามสี่คน
วันนี้รถสองแถวก็ยังคงวิ่งวนไปยังเส้นทางเดิมทัศนียภาพข้างทางก็ยังเป็นเหมือนเดิม ระยะทางร่วมหกสิบกิโลเมตรจากโรงเรียนถึงบ้านคือกิจวัตรประจำวันที่ผมชินกับมันไปแล้วชินจนไม่อยากให้กิจวัตรนี้เลือนหายไปเลย
แต่ทุกคนต้องเดินไปข้างหน้านี่นาผมเองก็ต้องก้าวเดินต่อไปเหมือนกัน เดินไปหาใครคนนั้นคนที่วันเวลาทำให้เราห่างเหินจากกันแต่ผมก็จะกลับไปทวงเอาคืนวันของผมกลับมา นั่นคือจุดหมายเดียวที่ผมตั้งใจเอาไว้และต้องทำให้ได้แม้จะยากเย็นมากเท่าไหร่ก็ตาม
เกือบทุกเช้าของวันหยุดผมต้องไปตลาดเป็นเพื่อนแม่ตลอดเช่นเดียวกับเช้าวันเสาร์ที่ 10 ธันวาคมวันที่อากาศหนาวเริ่มมาเยือนให้ได้สัมผัสโดยไม่ทันตั้งตัว พอกลับมาจากตลาดเสื้อแขนยาวเลยถูกค้นมาให้แม่สวมใส่ก่อนจะหันไปจัดการทำอาหารมื้อเช้าเสียเอง
“ฝีมือดีนะเนี่ยทำกับข้าวอร่อยทุกอย่างเลย”
“แน่นอนอยู่แล้วอิงเป็นลูกศิษย์แม่นี่นาถ้าไม่เชื่อนะอิงเอาชื่อแม่มาเป็นประกันได้เลย” ง่วนอยู่กับการทำกับข้าวร่วมครึ่งชั่วโมง พอแม่เดินเข้ามาชิมแกงขนุนกับลาบหมู ทั้งแววตากับคำชื่นชมนั้นก็ทำให้ผมฉีกยิ้มกว้างปากรีบตอบกลับแม่ไปทันทีเหมือนกัน
“คิก ๆ ๆ เพราะอย่างนี้ไงน้ำหนักของลูกถึงได้ขึ้นเอาขึ้นเอาน่ะ นี่ขึ้นอีกแล้วใช่ไหมจะถึงเก้าสิบกิโลแล้วมั้งสูงไม่ถึงร้อยเจ็ดสิบห้าเลยน้ำหนักนำหน้าไปแล้วนะ เมื่อไหร่จะลดสักทีไหนบอกว่าจะไปเรียนต่อที่กรุงเทพไงไม่กลัวว่าถ้าเจอกันคนทางนั้นจะจำไม่ได้เหรอ แล้วแม่ซื้อคอนแทกต์เลนส์ให้ทำไมไม่ใส่ล่ะใส่แต่แว่นใหญ่ ๆ อยู่ได้มันก็น่ารักดีหรอกแต่ก็บังหน้าตาน่ารักของลูกไปครึ่งเลยนะ”
“ฮ่า ๆ ๆอิงสูงตั้งร้อยเจ็ดสิบเลยนะแม่อีกอย่างอิงชอบใส่แว่นมากกว่านี่นา ส่วนเรื่องน่ารักอิงน่ารักให้แม่กับติณฑ์ดูก็พอแล้วขนาดน้าตุลย์กับน้ามินยังจำอิงได้เลยกินข้าวกันเถอะแม่อิงไม่อยากผอม” ข้าวปลาอาหารถูกผมยกไปตั้งวางที่โต๊ะกินข้าวปากยังพร่ำอธิบายในเรื่องที่แม่เป็นห่วง แต่สตรีตัวเล็กผิวขาวท่าทางกระฉับกระเฉงก็ยังมีอาการไม่เห็นด้วยกับเหตุผลของผมอยู่ดี ยิ่งเห็นผมตักข้าวหลายทัพพีแม่ก็ยิ่งถอนหายใจดังขึ้นไปอีกแต่กับข้าวฝีมือผมก็ยังถูกแม่ชื่นชมไม่หยุดปากอยู่นะ
“แล้วคนที่ตั้งใจไปหาล่ะได้เจอกันบ้างรึเปล่าไหนว่าจะเล่าให้แม่ฟังไงไม่เห็นเล่าสักที”
“ยังไม่ได้เจอกันเลยแม่ อิงอยากเจอติณฑ์ที่มหาลัยมากกว่าอยากให้ติณฑ์เซอร์ไพรส์อะคิดแล้วตื่นเต้นเนอะแม่” ถึงมือจะยุ่งอยู่กับการตักข้าวใส่ปากแต่เราสองแม่ลูกก็ยังใช้เวลานี้พูดถึงคนที่ผมเฝ้ารอเหมือนเกือบทุกวันที่ทำ และแม่ก็ยังมีเสียงหัวเราะแผ่วเบารอยยิ้มอ่อนโยนดวงตาเต็มไปด้วยพลังงานบวกมากมายให้ผมได้มีกำลังใจในการเดินตามความฝัน มือที่ผละจากช้อนยังเอื้อมมาลูบหัวผมเบา ๆ อีกด้วย
“ในเมื่อรู้ว่าจะต้องเจอกันแล้วทำไมลูกไม่ดูแลตัวเองบ้างล่ะ ดูสิทั้งอ้วนทั้งสิวขึ้นแบบนี้เดี๋ยวหนุ่มคนนั้นก็วิ่งหนีเอาหรอก”
“ฮ่า ๆ ๆ รอติณฑ์ขอให้อิงลดก่อนอิงถึงจะลดไม่ใช่อะไรหรอกอิงแค่คิดว่าอิงอาจ จะได้เจอกับติณฑ์อีกครั้งแต่เป็นในฐานะเพื่อนมากกว่า เพราะมีคนเคยบอกว่าสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยก็คือการเปลี่ยนแปลงเวลาผ่านไปนานแบบนี้อิงว่าติณฑ์ก็คงเปลี่ยน แปลงไปเยอะเหมือนกันโดยเฉพาะความรู้สึก” ถึงจะรู้สึกว่าบรรยากาศตอนนี้เริ่มมีสีหม่นลงแต่ผมก็ยังตักข้าวเข้าปากเหมือนเดิม เหมือนที่แม่เองก็ไม่มีท่าทีผิดแปลกไปคงเพราะชินกับคำบอกเล่าของผมล่ะมั้งคำที่ผมยังจดจำได้จากคำสอนของพี่หลงจนถึงทุกวันนี้เลยล่ะ
คิดถึงจังคิดถึงพี่หลงรัก..
